| U อินจันทรี กาญจนบุรี 24 ชั่วโมงที่แสนคุ้มค่า สำหรับท่านที่พบเว็บของเราใน google สามารถเข้าชม homepage ของเราได้ที่ www.yosotravel.com
สวัสดีครับครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่โยได้กลับมาที่นี่ ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสมากาญจนบุรีก็จะเลือกมาพักที่นี่ตลอด
จะด้วยความสงบ ร่มรื่นก็ดีหรือความได้เปรียบเรื่องที่ตั้งก็ดี ทำให้ผมไม่สามารถปันใจ
ไปให้กับที่อื่นได้เลยในการกลับมาครั้งนี้ หลายๆสิ่งได้เปลี่ยนไป แต่เป็นการเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
อินจันทรี ที่เคยเป็นรีสอร์ทเล็กๆเก๋ๆ ประจำเมืองกาญตอนนี้ดูโตเป็นผู้ใหญ่ีมาขึ้นและมีกลิ่นอายความทันสมัยเพิ่มเข้ามา
ก็ด้วยเครือ U HotelsResortsได้เข้ามาดูแลกิจการให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
โดยได้มีการปรับปรุงภายในห้องพัก และภายนอกหลายๆส่วนแต่ยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างเดิมๆ
ความสวยงามและความสงบร่มรื่น โดยเฉพาะต้นอินจันอายุร้อยกว่าปีที่เป็นจุดเด่นของรีสอร์ท
รวมถึงยังเก็บภาพวิวคุ้งน้ำสุดท้ายก่อนถึงสะพานข้ามแม่น้ำแควที่สวยบาดใจทุกคนที่ได้ไปพักได้เป็นอย่างดี

ตอนนี้ป้ายทางเข้าหน้ารีสอร์ทได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยมีโลโก้สีม่วงสวยของ U ติดอยู่
ให้เราได้สังเกตสีม่วงนี้ผมชอบเป็นพิเศษเพราะดูแล้วลึกลับเล็กๆ เมื่อนำมาทำโลโก้
ของโรงแรมยิ่งทำให้จดจำได้ง่ายด้านข้างทางเข้าที่เมื่อก่อนเคยเป็นพื้นที่ละเลย
ตอนนี้ได้ถูกปรับปรุงเป็นสนามหญ้าสีเขียวสดใส โดยมีเจ้าหน้าที่คอนดูแลทำความสะอาด
เก็บกวาดใบไม้ทุกวัน(จริงๆ)

ทางเดินเข้าล๊อบบี้ ครับ ที่่นี่จัดอาคารพักเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านะครับ โดยมีด้านนึงเป็นทางเข้า
เกือบทุกคนที่พักที่นี่ต้องเดินผ่านล๊อบบี้ ยกเว้นว่าจะเดินเลียบๆรั้วไปครับ ล๊อบบี้เป้นแบบโอเพ่นแอร์
แยกเป็นสองฝั่ง ด้านซ้ายเป้นเค๊านเตอร์เช็คอิน ด้านขาวเป็นมุมนั่งพักรอ อากาศที่นี่สบายๆตลอดทั้งปี
กอรปกับมีต้นอินจันต้นใหญ่คอยให้ร่มเงา ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะร้อนครับ

ที่นั่งพักระหว่างรอเข็คอิน ที่นี่หลังเช็คอินจะมีพิธีการเล็กน้อย โดยเจ้าหน้าที่จะนำสบุ่สมุนไพรทั้งหมดที่มีอยุ่ 4 กลิ่น
มาให้เราได้เลือก หลังจากเลือกแล้วก็จะทำการบันทึกไว้สำหรับการเข้าพักของเราครั้งต่อไป
ทางรีสอร์ทก็จะจัดสบู่ที่เราชอบไว้ในห้องเลย ส่วนผมได้กลิ่นตะไคร้เป็นก้อนแรกและเพิ่มด้วยเยื่อไผ่ครับ

หลังจากได้กุญแจแล้วช่วงนี้ก็เป็นช่วงเดินทัวร์ครับ ถ่ายรูปบริเวณต่างๆในรีสอร์ทนี้มาให้ดูกัน
ถึงแม้ขนาดพื้นที่จะไม่ใหญ่ แต่ก็มีมุมถ่ายรูปมากมายเลยทีเดียว
เริ่มจากต้นไม้สัญลักษณ์ของรีสอร์ทคือต้นอินจันนั่นเอง ต้นอินและต้นจันนี้เป็นต้นไม้
ที่ในสมัยโบราณจะนิยมปลูกคู่กันเดี๋ยวนี้คนเลยนิยมเรียกรวมกันว่าต้นอินจัน หรือต้นจันอิน
สำหรับต้นอินจันต้นนี้ปลูกโดยยายของยายของเจ้าของเดิม แต่ตอนปลูกได้ปลูกติดกันมาก
เมื่อต้นไม้โตขึ้นมาก็เกิดการกระหวัดเกี่ยวกันจนกลายเป็นต้นเดียวกันแยกกันไม่ออกให้ผล
ทั้งลูกอินและลูกจัน เมื่อยามสุกแล้วจะตกลงใส่หลังคาล๊อบบี้ เสียงดังน่าดูเชียว
(โดยเฉพาะเดือนมิย.-กค.)ใครที่ไม่เคยเห็นลูกอินลูกจันของจริง ควรไปดูนะครับ
ตอนนี้หายากมากแล้ว ลูกอินและลูกจันถ้าสุกมากๆสามารถทานได้แต่วันนี้ผมลองทาน
ลูกที่ไม่ค่อยสุกดู ฝาดจนน้ำตาไหลเลยครับ ใครที่อยากลองน้องๆที่รีสอร์ทเค้ามีให้ลองครับ

มุมต่างๆของอาคารครับ ตัวอาคารมีสองชั้นทาสีเขียวแบบสุภาพๆ (ยังงัยหว่า)
ขึ้นโครงสร้างเหล็กทาสีดำทำให้ขับกันเด่นมากขึ้นครับ ห้องทุกห้องมีหน้าต่างติดมูลี่ไม้
ทำให้ดูกลมกลืนดีนักเชียว

ลองถ่ายมุมอื่นๆดูบ้าง ที่นี่องค์ประกอบของสีจัดได้ดีมาก ถ่ายรูปสนุกดีครับ
.jpg)
ระหว่างเดินไปที่ท่าน้ำก็จะผ่านมุมที่ให้บริการต่างๆ ไม่ว่างจะเป็น ห้องประชุม ห้องสมุด
ห้องยิมที่นี่ถึงจะเล็กแต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันครับ

ขอแว๊ปเข้าไปดูบ้างครับ ห้องแรกเป็นห้องยิม ซึ่งปกติจะไม่ได้มาพานพบกับผมเท่าใหร่
เพราะผมเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำมากกว่าครับ :)

ถัดมาเป็นห้องสมุดครับ ห้องนี้ค่อยคุ้นเคยกันหน่อย เพราะชอบอ่านหนังสือ หรือนั่งฟังเพลง
ไปเรื่อยๆครับในห้องนี้มี computer 1 ชุดสำหรับคนที่ไม่มีคอมพิวเอตร์มาแต่อยากจะติอต่อ
อัพเดทกับโลกภายนอก

เดินไปถึงด้านหลังจะเป็นมุมบริการอาหารและเครื่อดื่ม The Terrace ที่บรรยากาศแสนดี
เปิดให้บริกาตั้งแต่เ้ช้าถึงดึก ใครที่ต้องการปล่อยความคิดให้ไหลไปเรื่อยๆเหมือนสายน้ำแควใหญ่
รับรองว่าที่นี่เป็นที่ที่เหมาะกับคุณมากนั่งได้ทั้งวันไม่มีเบื่อๆ กลางวันก็สั่งไอศครีมอินจันมาทานได้นะครับ
สูตรพิเศษเฉพาะที่นี่อร่ยมาก

อีกมุมนึงของ The Terrace ครับ

บริเวณใกล้กันก็จะมีศาลาเอาไว้นอนเล่น หรือนอนอ่านหนังสือก็ได้ แต่ผมว่า
เหมาะกับการนอนหลับพักผ่อนเอนหลังตอนกลางวัน กับลมโชยเย็นๆ สักชั่วโมงตอนบ่ายๆมากกว่า :)

เดินไปทางด้านซ้ายก็จะเป็นสระว่ายน้ำระบบเกลือ มีเตียงอาบแดดให้นอนพักผ่อน
สำหรับคนไทยที่นี่รู้ใจมีร่มกันแดดให้พร้อมครับ และใครที่ชอบการนวดก็สามารถ
ใช้บริการนวดแผนไทยได้ที่นี่ด้วยครับ

ภาพสระว่ายน้ำอีกมุมนึงครับ

หรือจะหลบมุมมานอนพักกับคนรู้ใจตรงนี้ก็ได้นะครับ วิวสวยไม่แพ้กัน ชมบริเวณกันมาพอสมควรแล้ว
ถึงเวลาดีผมจะขอพาทุกท่านเข้าห้องเลยนะครับ :)

วันนี้เลขที่ออกคือ 210 ครับเป็นห้องชั้น 2 ห้องทุกห้องขนาดเท่ากันหมดคือ 18 ตรม.ครับ
แต่ว่าชั้นสองจะมีระเบียงด้านหลังำให้เราได้ดูวิวเพิ่มขึ้นนิดนึงครับ

ห้องที่ผมพักเป็นห้องเตียง Double ครับ ขนาดใหญ่ และที่สำคัญคือมีหมอนให้เยอะ
ถูกใจมากเพราะว่าเป็นคนติดหมอนครับ หมอนน้อยว่า 4 ใบแล้วนอนไม่หลับ

ปลายเตียงเป็นชุดตู้และมินิบาร์ พร้อม LCD TV และ iPod dock ที่มาพร้อม iPod mini
ที่เซ็ทเพลงไว้ดีทีเดียว ใครที่ชอบเพลงประเภทไหนทรเข้ามาแจ้งก่อนเช็คอินได้นะครับ

แต่เนื่องจากว่าผมมีเซ็ทเลงที่ชอบเอาไว้ฟังเวลาไปต่างจังหวัดอยู่แล้ว เลยจัดแจงเปลี่ยนซะเลย

ถ้าเป็นห้องที่เป็นเตียง Twin ก็จะจัดเตียงแบบนี้ครับ น่ารักและอบอุ่นดีไม่ใช่น้อย
ตรงหัวเตียงก็จะมีโต๊ะไม้เล็กๆเอาไว้วางของและมีโคมไฟหัวเตียงสำหรับอ่านหนังสือแยกกันซ้ายขวา
ด้านนอกก็เป็นระเบียงเอาไว้ชมวิวและสูดอากาศบริสุทธิ์ครับ (สนามหญ้าที่นี่เขียวจริงๆ)
ห้องน้ำครับ ถึงแม้จะมีพื้นที่ไม่มากแต่ก็จัดสรรได้อย่างลงตัว อ่างล้างหน้ามีน้ำร้อนเย็นพร้อมสรรพ

ส่วนอาบน้ำและสุขาก็แยกกันอย่างชัดเจนครับ และจุดเด่นที่นี่คือครีมอาบน้ำและแชมพูสมุนไพรครับ
มาครั้งนี้ผมได้ลองแชมพูกลิ่นมะลิ บอกได้เลยว่าชอบมาก กลับไปคงต้องใช้กลิ่นนี้อีกแน่นอน

มาดูห้องประเภทถัดมากันบ้างครับ นั่นคือห้องสูท ที่นี่มีห้องสูทเพียง 2 ห้องนะครับ
ขนาดจะใหญ่กว่าห้องดีลักซ์สองเท่า โดยแบ่งเป็นห้องนอนและห้องรับแขก
และภายในห้องน้ำกว้างกว่าและมีอ่างอาบน้ำที่เพิ่มเข้ามา ห้องนี้ราคาเพิ่มจากดีลักซ์
เพียงแค่ 1,000 บาทเท่านั้นเองครับ

ส่วนของห้องรับแขกครับ ถ้ามา 4 ท่านสามารถเปลี่ยนห้องรับแขกเป็นห้องนอน
โดยใส่เตียงเสริม 2 เตียงค่าใช้จ่ายอยู่ที่ท่านละ 825 บาทถ้วนครับ

ห้องน้ำครับ เป็นห้องที่ผมชอบมากที่สุด โดยเฉพาะห้องน่ำของห้องสูทชั้น 2
เมื่อเปิดมู่ลี่เวลาอาบน้ำจะสามารถชมวิวแม่น้ำไปด้วยได้ครับ และส่วนของชาวเว่อร์ก็ยังคงมีอยู่ครับ

ให้ดูวิวจากอ่างอาบน้ำกันชัดๆอีกทีนะครับ

ชมห้องเสร็จแล้วก็จะพาไปทานอาหารกันครับ รูปนี้เป็นอาหารว่างชุด club sandwish ครับ
ทางเชฟทำออกมาได้ดีทั้งการจัดวางและรสชาติอาหาร รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ก็ดีมากครับ

ส่วนอาหารเช้านี้ผมเลือกทานอาหารสายหน่อยเพราะอยากเดินเก็บรูปทั่วๆรีอสร์ทก่อน เมนูที่เลือกคือ
ไข่คนกับแซลมอนครับ รสชาติดีเลยทีเดียว นอกจากอาหารจานหลักที่มีให้เลือก 6 เมนูแล้วก็สามารถรับ
continentail breafast buffet ได้ด้วยครับ นั่งทานอาหารพร้อมกับวิวดีๆแบบนี้ ทำให้อ้อยอิ่งอยู่นานเลย

คอนเซ็ปของที่นี่คือเข้าเช็คอินกี่โมงก็ัพักได้ 24 ชั่วโมงครับ รับรองว่าได้ใช้ห้องคุ้มตามที่ต้องการ
และอาหารเช้าที่สามารถเสริฟ์แบบ ที่ไหนเมื่อใหร่ก็ได้ "WheneverWherenever" ครับ
สามรถดีไซน์เวลาของคุณได้เองครับ ยิมและห้องสมุด พร้อมทั้ง ล๊อบบี้ก็เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงครับ
เรียกว่าเป็นแนวทางการบริการที่ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับลูกค้าทุกๆคนครับ ลองมาพักดูครับ
รับรองว่าน้องๆที่นี่จะดูแลทุกคนเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นคุณชุติมา คุณเยาว์ คุณแจ๊กกี้และท่านอื่นๆ
แล้ววันนึงจดหมายต้อนรับจาก GM ของที่นี่แบบด้านบน จะเปลี่ยนจากชื่อผมเป็นชื่อคุณบ้าง:)
| Days/superior room |
10 Nov-24 Dec 2011 |
25 Dec - 31 March 2012 |
1 Apr-31 Oct 2012 |
| Sunday - Thursday |
2,600 |
2,700 |
2,400 |
| Friday - Saturday |
2,700 |
2,800 |
2,500 |
-ช่วงปีใหม่ต้องพัก 2 คืนคือ 31 ธันวาคมและ 1 มกราคมนะครับ
-คืนวันที่ 31 ธันวาคมมี Gala Dinner ท่านละ 950 บาทที่ต้องเข้าร่วมครับ
ราคาตอนนี้มีปรับขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่ U hotelsResorts เข้ามาดูแล แต่ก็ไม่มากจนเกินไป
รับรองเลยว่าใครที่ไปพักจะรู้ว่าคุ้มค่าจริงที่สำคัญ ราคาที่เห็นรวมอาหารเช้าเซ็ทใหญ่บึ้มสำหรับ 2 ท่าน
แล้วนะครับอาหารเช้าจะมีบริการที่ห้องอาหารตั้งแต่ 6 โมงจนถึง 11 โมง ถ้าอยากทานหลังจากนั้น
สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ที่หน้าฟร๊อนทว่าอยากทานที่ใหนเวลากี่โมง สามารถเลือกได้เองเลยครับ
แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อจะได้จัดเตรียมได้ ที่นี่เหมาะกับการจัดสัมมานากลุ่มเล็กๆมาก เพราะอากาศ
ดี ห้องสวยและมีห้องประชุมเล็กๆ รวมถึงบานให้ทำกิจกรรมต่างๆได้ครับ
ส่วนใครที่อ่านรีวิวแล้วสนใจจอง ก็อย่าช้าครับ ใส่รายละเอียดด้านล่างได้ครับ หรือโทรมาที่ 02-731-3762
หรือ 084-919-1344, 084-919-1355 ขอสายคุณแอร์ครับ
ออฟฟิศเปิดวันจันทร์ถึงวันศกร์09:00-18:00 ครับ ถ้านอกเวลาทำการสามารถส่งรายละเอียด
มาสอบถามในแบบฟอร์มด้านล่างครับ เจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับโดยเร็วที่สุดครับ
|